ก่อนอ่านกรุณาอ่านกฎในห้องนี้ก่อนค่า http://navaratta.thai-forum.net/t114-topicเรนตกลงกับเจ้าเสี้ยว(แอดมิน)ไว้ว่าจะเปิดเฉพาะห้องนี้ในคลังนิยายเป็นระบบสาธารณะให้คนนอกอ่าน+คอมเมนท์ได้ ดังนั้นก็ขอความร่วมมือว่า "อ่าน" และ "คอมเมนท์" ด้วยค่ะ ถ้าไม่มีฟีดแบค เจ้าเสี้ยวจะปิดห้องล็อกไว้ให้ตามอ่านยากSpecial X’mas 2011
นวรัฐะ ซีรีย์ (ธีรเดช-กิ่งไผ่)
Set Theme ‘Sweet Sweet & Sweet’ ---------------------------------------------
Molten lava cake 
แนวเทือกเขานวรัฐะยามเช้ามีไอหมอกปกคลุม บนผิวหินมีไลเคนเกาะเป็นปื้น ดอกเปราะภูบานฉ่ำหลังฝนตก หยดน้ำหยดเล็กๆ เกาะตามใบเขียวแก่ เอื้องเทียนหูเกาะบนลำต้นไม้ใหญ่ไม่ใกล้ไม่ไกลทุ่งเปราะภูเท่าไรนัก ไล่จากสันเขาเป็นไร่ชาเล็กๆ หญิงสาวชาวเขาแบกลูกไว้บนหลังลัดเลาะไปตามนาข้าว ในมือถือห่อข้าวด้วยใบตอง กระท่อมสร้างจากไม้ทั้ง ฝาขัดแตะ แทรกตามไร่ชา ร่มเงาของต้นยางไม้ท้องถิ่นที่ยังไม่ถูกโค่นไปนั้นแผ่กิ่งก้านสาขาเต็มที่ กิ่งใหญ่แข็งแรงแขวนชิงช้าที่ทำง่ายๆ พื้นกระท่อมสะอาดสะอาด ควันไฟสีขาวโชยขึ้นฟ้ายามเช้า รุ่งอรุณกำลังเริ่มต้นขึ้น หญิงสาวหยุดอยู่หน้าบ้าน มองหาคนด้านในก็พบกับเด็กน้อยตัวผอมจ้อยเป็นคนแรก เด็กน้อยมีผมยาวรุงรังพันเศษกิ่งไม้แห้ง สวมใส่เสื้อกันหนาวขะมุกขะมอมนั่งผิงไฟอยู่กับชายร่างใหญ่สวมเสื้อผ้าไม่ต่างกันเท่าไรนัก สีหน้าของชายร่างใหญ่ดูอ่อนล้า
“พ่อนาย...พ่อนาย ยะไข่เอาข้าวกับเนื้อกวางแห้งมาให้” นางยะไข่โล่งใจที่เจอกับ ‘อดีตเจ้าเวียงนวรัฐะ’
นายพลอินคานเงยหน้าขึ้น ลุกขึ้นต้อนรับนางยะไข่ที่ปลีกตัวมาดูแลสองเจ้าเวียงแตก เด็กร่างผอมจ้อยไม่ใช่ใครอื่นคือ ‘กิ่งไผ่’ รัชทายาทบัลลังก์นวรัฐะนั่นเอง ยามนี้องค์รัชทายาทไม่มีเค้าโครงใดๆ ที่บ่งบอกว่าเป็นคนสูงศักดิ์ ใบหน้ามอมแมม ริมฝีปากเม้มสนิทบึ้งตึง หากดวงตาดำกระจ่างกลับสุกใสดุจดาวบนฟากนภา
“ขอบใจนะ อุตส่าห์เสี่ยงภัยช่วยพวกเรา ฉันขอบใจจริงๆ”
“ไม่เป็นไรดอก ยะไข่เต็มใจช่วยพ่อนายจ้ะ”
มือของอดีตเจ้าเวียงนวรัฐะรับห่อข่าว จึงพิศดูเด็กน้อยอยู่บนหลังของนางยะไข่
“นี่ใครละ แล้วเจ้าขิ่นไปไหน”
ยะไข่ยิ้มซื่อๆ กิ่งไผ่ลุกขึ้นเมียงมองดูเด็กน้อยแก้มยุ้ย
“หลานจ้ะ พ่อมันฝากไว้ ส่วนเจ้าขิ่นอยู่บ้าน จะอุ้มมาสองคนก็ไม่ไหว ตอนนี้ใครๆ ก็ลำบากเพราะต้องอพยพหนีให้พ้นอำนาจของคะฉิ่น”
พูดถึงเผด็จการที่ยึดครองอำนาจ ชิงราชบัลลังก์ นายพลอินคานขบกรามแน่น
“รอฉันสักนิดนะยะไข่ฉันจะชิงบ้านเมืองคืนจากไอ้ทรราชนั่น”
นางยะไข่ยิ้มด้วยความหวังก่อนขอตัวกลับไปบ้านของตัวเอง กิ่งไผ่มองเด็กน้อยแก้มยุ้ยตาแป๋ว ชีวิตตัวเองไม่เหมือนเด็กทั่วไป รู้ดีว่าต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ด้วย ‘ภาระ’ ที่ถูกวางบนบ่าตั้งแต่ยังเยาว์
“ทานข้าวเถอะลูก”
สายตาของบิดาเหม่อลอยไร้ความสิ้นหวัง มองบ้านที่ยะไข่ช่วยหาใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวอย่างเศร้าสร้อย เด็กน้อยนั่งขัดสมาธิ ปัดผมออกจากใบหน้า รู้ว่าในใจของบิดาคิดอะไรอยู่ แต่จะทำเช่นไรเล่าในเมื่อตัวเองก็พึ่งพายังไม่ได้ กิ่งไผ่นั่งเงียบขรึม
บิดาแกะห่อข้าว มีเนื้อย่างจนแห้งวางบนหน้าข้าวเหนียว อีกห่อเป็นรวงผึ้งชุ่มฉ่ำด้วยน้ำผึ้งแสนหวาน
“มีรวงผึ้งด้วยครับพ่อ”
มือแกร่งเอื้อมมาแตะศีรษะนุ่มของบุตรชาย พิศมองโครงหน้างามเหมือนภรรยา
“ใช่ นี่ของหวานของลูกไง” รอยยิ้มบิดาโค้งขึ้นย่างอบอุ่น วางรวงผึ้งตรงหน้าบุตรชาย
กิ่งไผ่รับประทานอาหารอย่างฝืดคอ บัลลังก์ที่ถูกชิงในชั่วข้ามคืนทำให้ยังไม่ชินกับความไม่สะดวกสบายนักแต่ก็ฝืนทานเพราะรวงผึ้งฉ่ำด้วยหยาดน้ำผึ้งเหลืองทองยั่วน้ำลายเป็นของหวาน
“ตอนเราได้บ้านของเราคืน ผมจะพาพ่อไปกินขนมอร่อยๆ นะครับ” เด็กน้อยบอกด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความหวัง
นายพลอินคานพิศดวงหน้าอ่อนเยาว์ วางมือลงบนศีรษะนุ่มอีกครา ขยี้เรือนผมอย่างเอ็นดู “พ่อจะรอนะลูก”
นั่นเป็นคำที่กิ่งไผ่ระลึกจดจำ....เมื่อครบรอบวันที่ครอบครัวจากไป
+++++++++++
“ไผ่....”
ธีรเดชเห็นเจ้าธวัลพรนครินทร์เหม่อออกไปนอกหน้าต่างยามเช้า ทักทายอย่างแปลกใจ ‘องค์เจ้า’ ไม่ได้รู้สึกตัว ทำเอาผู้พันหนุ่มแปลกใจ เรียกชื่อซ้ำอีกครั้งจนคนรักสูงศักดิ์หันมอง
“หือ มีอะไรหรือ”
“เปล่า เห็นคุณเหม่อ ผมก็เลยเรียกเท่านั้นเอง เป็นอะไร เช้านี้ถึงไม่สดใสเลย” นายทหารหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ ไล้แก้มนุ่มเบามืออย่างหวงใย
เจ้าธวัลพรนครินทร์กุมมือแกร่งกร้านไว้ ยิ้มเนือย “คิดถึงวันเก่าๆ น่ะ...”
“อะไรละ” ธีรเดชถามไถ่ความเอาใจใส่
“ก็เรื่องของพ่อ ตอนที่เรากำลังหลบหนีซ่อนตัวจากไอ้คะฉิ่น ตอนนั้นเราลำบากกันมาก กระทั่งอาหารการกิน ขนมหวานที่ได้นานๆ ครั้งก็มีแค่รวงผึ้งชิ้นเล็กๆ ผมเคยบอกพ่อว่าผมจะเลี้ยงขนมท่าน... ในตอนนั้น แต่มันคงไม่มีทางอีกต่อไปแล้ว”
ธีรเดชรู้สึกสงสาร เขารู้มาว่าชีวิตวัยเด็กของกิ่งไผ่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป ลำบากและต้องโตก่อนวัย “เอาแบบนี้ดีไหม เดี๋ยวเราไปร้านเค้ก ซื้อขนมอร่อยๆ กลับมา แล้วไปสุสานหลวงด้วยกัน ดีไหม”
“เรารู้สึกแย่จัง” เผลอถอนใจยาว
“อย่าคิดมากเลยนะ ทุกอย่างต้องเรียบร้อย” ธีรเดชจุ๊บหน้าผาก
องค์เจ้ายิ้มเศร้าเล็กน้อย “ขอบคุณนะธี”
“ไม่เอาน่า เลิกเศร้าสร้อยสักที ผมไม่อยากเห็นคุณมีสีหน้าแบบนี้เลย”
“อืม วันพรุ่งนี้เราไปหาซื้อขนมด้วยกันนะธี”
ไม่รู้ว่าองค์เจ้าพยายามข่มกลั้นน้ำตาไว้ขนาดไหน ธีรเดชโอบกอดไว้หลวมๆ พักตร์อ่อนล้าซบลงกับบ่าแกร่ง มือหนาลูบผมที่เริ่มยาวระต้นคอด้วยความรักใคร่
“ได้สิ” จูบกลางกระหม่อมเบาๆ อีกครา ก่อนเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยกัน ธีรเดชเข้าครัว ชายหนุ่มเปิดตู้เย็นทำอาหารเช้าง่ายๆ
“ธี เดี๋ยวเราออกไปเดินเล่นแถวนี้นะ”
“ไปคนเดียวจะดีหรือ”
“ไม่ต้องห่วง ธีก็รู้นี่ว่าเราปกป้องตัวเองได้”
“เฮ้อ ฟังแล้วผมรู้สึกห่วงคนที่จะทำร้ายคุณมากกว่าแล้วสิ”
ฟังวาจาคนรัก ดวงพักตร์ก็ขุ่นเล็กน้อย แน่นอนว่าธีรเดชยัง ‘เกรง’ ฝีมือลอบสังหารที่เคยเห็นด้วยตาคู่คม นี่คงจำจนติดตาไปเลยกระมัง
“กาแฟสักแก้วไหมพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะชงถวาย เช้านี้จะได้กระปรี้กระเปร่าหน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยหยอกล้อ ดวงพักตร์งามจึงคลี่รอยแย้มยิ้มแทน
“อือ สักนิดสักหน่อยก็ดี”
ธีรเดชชงกาแฟตามรสที่คนรักชอบจึงยื่นให้ จากนั้นก็นำขนมปังใส่ในเครื่องปิ้งอัตโนมัติ องค์เจ้ารับถ้วยกาแฟสีขาวสะอาด ประคองถ้วยกาแฟควันกรุ่น รอรับขนมปังปิ้งจากชายหนุ่มอีกรอบ
“ออกไปแล้วรีบกลับมาทานข้าวเช้านะ ผมจะรอ”
“ได้...แล้วเราจะรีบกลับนะ”
“แล้วน้อยละ เรียนเป็นอย่างไรบ้าง”
“ก็เรียนเก่งทีเดียว ไม่ค่อยดื้อเท่าไร ธีไม่ต้องห่วงนะ”
“ครับ ผมดีใจที่ได้ยินแบบนั้น”
องค์เจ้าวางแก้วลง เดินออกไปด้านนอก เลียบระเบียงเตี้ย มองตัวบ้านอย่างรักใคร่ ผ่านสวนสีเขียวเป็นประกายด้วยหยดน้ำที่เพิ่งรดเมื่อรุ่งเช้า เสียงสุนัขเห่าขรมลั่น องค์เจ้าหันมองบ้านห่างๆ ซึ่งกำลังดึงสุนัขเข้าบ้าน ยิ้มทักทายอย่างสดใส
“สวัสดีค้า เดินเล่นตั้งแต่เช้าเลยนะคะ”
“ครับ”
เจ้าธวัลพรนครินทร์ทักกันสั้นๆ สายตามองท้องฟ้าระเรื่อด้วยแสงวันใหม่ หัวใจอันหนักอึ้งยังไม่คลาย ทำอย่างไรดีนะ อยากมีความสุข...ตอนนี้เขามีความสุข แต่บางอย่างยังติดอยู่ในใจ...เรื่องขนม สายตาปะทะเข้ากับร้านเบเกอรี่
“ขนม...” ป้ายหน้าร้านปะทะสายตา องค์เจ้าหยุดชะงัก
...ใช่...
ร้านเปิดพอดี รายการใหม่อยู่ในโปสเตอร์ มีภาพเค้กลาวา ช็อกโกแลตสอดไส้ด้านในไหลเยิ้ม
“รับอะไรดีคะ” เจ้าของร้านยิ้มหวาน
“เอ่อ เปิดร้านแล้วใช่ไหมครับ” องค์เจ้าถามกลับเป็นภาษาอังกฤษ
เจ้าของร้านเลยหันมาพูดเป็นภาษาอังกฤษ “ใช่ค่ะ เค้กอบใหม่ๆ เลย เข้ามาดูก่อนนะค่ะ มีขนมปังอบใหม่ด้วยค่ะ”
“เอ่อ ขอบคุณครับ แต่ว่า...ขอดูก่อน พอดีว่ายังไม่เตรียมเงินมา เห็นร้านน่าสนใจดี”
“อ้อ ไม่เป็นไรค่ะ ชมก่อนแล้วค่อยกลับมาซื้อก็ได้”
“ครับ เดี๋ยวสายๆ ค่อยมาอีกรอบ”
เจ้าของร้านเดินไปส่ง องค์เจ้าก้าวเดินต่อไป เช้าขึ้นมา...ชีวิตดำเนินต่อไป ทุกคน...ต่างใช้ชีวิตดิ้นรน พระองค์คิดถึงช่วงเวลาอันยากลำบากที่ผ่านประสบ เสียงปืน การฝึกปรืออันโหดร้าย ช่วงเวลาทุกข์ระทม ทุกอย่าง...ตัวเองต้องบังคับจิตใจกลายเป็นความว่างเปล่า
...สายตารื้นด้วยน้ำตา เม้มริมฝีปากแน่น เกือบน้ำตาไหล พระองค์ไม่รู้ตัวว่ามันนานเหลือเกิน...จนกระทั่งมีมือมาสะกิดไหล่
“คุณ...”
องค์เจ้าสะดุ้ง หันมองอย่างระแวดระวัง เกือบยกมือฟาด
“เฮ้ ผมเอง” ธีรเดชรีบบอกพร้อมรอยยิ้มขันของคนขี้ระแวง
องค์เจ้าลดมือลง โล่งอก “ธีนี่เอง เราก็นึกว่าใคร”
“เห็นคุณหายไปนาน ผมนึกห่วงเลยออกมาตาม ไม่คิดว่าจะออกมาไกลถึงขนาดนี้”
“เดินเรื่อยๆ น่ะ ไม่รู้ว่าเดินมาไกลขนาดนี้”
“อืม...เห็นคุณเหม่อ แค่สะกิดหน่อยก็จะยกมือฟาด เป็นคนอื่นคงเผ่นไปนานแล้ว” ธีรเดชพูดขำๆ
“ก็มันระแวงนี่น่า เพราะกำลังคิดถึงอดีตอยู่”
“อดีต...”
พูดแค่นั้นธีรเดชก็เงียบกริบ ชักชวนเข้าร้านกาแฟริมข้างทาง สั่งกาแฟโบราณกับปาท่องโก๋ให้
พระองค์กุมมือตัวเองแน่น “เราคิดถึงคืนวันเก่าๆ ก่อนครอบครัวเราจะถูกทำลายด้วยมือของคะฉิ่น ก่อนที่เราจะถูกส่งไปสหรัฐฯอยู่กับนายพลแดลเนียล ฝึกหนัก...และทำทุกอย่างเพื่อเงินแม้มันจะผิดกฎหมายขนาดไหน เราคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อ คิดถึงคำสัญญา”
องค์เจ้าใช้ช้อนคนกาแฟให้นมข้นหวานก้นแก้วเข้ากันตามที่ธีรเดชทำ
นายทหารหนุ่มฟังเงียบๆ ยังไม่ตอบอะไรจิบกาแฟโบราณรสเข้มข้นก่อนถาม “ผมรู้ ผมเข้าใจ การสูญเสียมันโหดร้ายกว่าที่คิดไว้”
“อืม บางที ความฝันเก่าๆ ยังตามหลอนหลอกเราไม่เลิก มันก็แปลก ที่ไม่อาจลบช่วงเวลาเก่าๆ ได้เลย”
“ความทรงจำเป็นสิ่งที่ลบเลือนออกยาก คนเราเลือกที่จะฝังมันไว้ในใจ พอถึงช่วงหนึ่งมันก็ระลึกถึงขึ้นมาได้”
“อยู่กับธี เรามีความสุขที่สุด”
“ครับ...”
“แล้วพอคิดฝันถึงช่วงเก่าๆ โดยมีคุณอยู่ข้างกาย ในใจก็อบอุ่น”
“วันนี้เจอร้านเค้กอร่อยๆ หรือยัง เราจะได้ซื้อไปฝากครอบครัวคุณ จำไว้นะที่รัก...คุณคือครอบครัวผม”
“เจอแล้วละ ใกล้ๆ บ้าน มีเค้กลาวาด้วยล่ะ เราอยากซื้อคุกกี้น้ำผึ้งกับขนมปังด้วย พ่อคงชอบ” สายตาอ่อนลงยามนึกถึงบิดาและมารดา
“อืม ซื้อมาเลย ทานเสร็จเราไปกัน ร้านตรงนั้นใช่ไหม ผมจะได้พาแวะซื้อก่อนกลับ”
“ใช่”
ธีรเดชจ่ายเงิน แตะหัตถ์เพื่อบอกให้เดินคู่กัน
“ร้านนั้นขายกาแฟสดด้วย ไม่รู้ว่ารสชาติจะดีไหม”
“ผมเคยทาน กาแฟกับเค้กที่นั่นอร่อยไม่เบา มีเมนูใหม่แล้วรึ เค้กลาวา...อื้ม...ผมเพิ่งเคยทานซะด้วย”
“เราเคยทานอยู่ครั้งหนึ่ง รสชาติอร่อยทีเดียว เราชอบช็อกโกแลต”
“คุณน่ะเหรอ ชอบช็อกโกแลต” ธีรเดชเพิ่งรู้ความลับแสนล้ำค่า
“ชอบแล้วแปลกหรือ มันเป็นของหวานเดียวที่เราชอบ” รอยยิ้มขัดเขินบนดวงหน้างามจนต้องทำเสียงเขียวกลบ
“ทำไมถึงชอบละ”
“อืม มันทำให้ผมนึกถึงน้ำผึ้งมั้ง เวลาที่มันละลายคล้ายน้ำผึ้งหยดย้อยจากรวงรัง รสชาติหอมหวานแต่เข้มข้น ตอนไปเรียนก็ไม่ค่อยได้กินของหวานสักเท่าไร”
“ทำไมละ หรือว่านายพลแดเนียลห้าม?”
“เปล่า...คนที่ห้ามจริงๆ คือแฮร์ฟอร์ดต่างหากละ เขาเป็นคนเข้มงวดนิดหน่อย”
“อ่า...คนๆ นั้นอีกแล้ว ผมสารภาพเอาตามตรงนะว่าผมไม่ค่อยชอบเขาเท่าไร”
“เขาจำเป็นต้องทำนี่นะ”
“เถอะ...ทำไงผมก็ไม่ชอบ” ธีรเดชผลักประตูเข้าไป
“ธีน่ะคิดมาก นี้ไงละเค้กลาวาที่ว่า” องค์เจ้าชี้ให้ดูโปสเตอร์
ธีรเดชผงกศีรษะ “อืม น่าสน”
เจ้าของร้านเห็นว่าลูกค้าเดินกลับมาจึงให้คำทักทายอย่างดี “สวัสดีค่ะ รับอะไรคะ”
“ผมอยากได้เค้กลาวา แล้วคุณละ”
หันมาทางคนรักชี้ที่ขนมปังโรยอัลมอนล์ ธีรเดชตามใจทุกอย่าง
“อย่างอื่นอีกไหม ทานข้างในก่อนก็ได้นะ”
ธีรเดชสั่งเค้กกับกาแฟมานั่งร้านริมกระจกใส “ลาวาเค้ก”
รอยยิ้มอบอุ่นประดับบนใบหน้าคมสัน องค์เจ้าเห็นรอยยิ้มดั่งดวงตะวันจากคนรัก ความทุกข์ที่คอยก่อหวอดในใจเหมือนมีลมพัดกระจาย จานใส่ลาวาเค้กวาดลวดลายช็อกโกแลตแสนสดสวยวางเสิร์ฟเป็นจานแรก
“อืม ลองใช้ส้อมจิ้มแบบนี้สิ” องค์เจ้าบอก
ส้อมเจาะเนื้อเค้กจนช็อกโกแลตภายในเยิ้มออกมา ธีรเดชหัวเราะ “ลาวาจริงๆ ด้วย”
“รสชาติละ เป็นอย่างไร” องค์เจ้าถาม มองคนทำตัวเหมือนเด็กๆ
“อืม ผมเริ่มเข้าใจแล้วสิว่าทำไมคุณถึงชอบช็อกโกแลต”
“อร่อยไหมล่ะ” องค์เจ้าอมยิ้มอีกครั้ง ดวงตาตาเต็มไปด้วยความสุข
“แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบ...นั่นก็คือน้ำผึ้งนะ มันหวานละมุนกว่า...เหมือนคุณเลย”
ในหัวใจอบอุ่น ธีรเดชพยายามเอาอกเอาใจและเข้าใจในตัวเขา...ไม่มีความสุขเทียบเท่ากับสิ่งใดอีกแล้ว
“อืม ได้...เรามาทานแบบนี้กันอีกนะ พร้อมหน้าพร้อมตากันกับครอบครัวของเรา” องค์เจ้าตรัส
ธีรเดชรับคำ ครอบครัว...คือสิ่งสำคัญในใจของคนทั้งคู่ ที่จะสร้างความมั่นคงและอนาคตร่วมกัน
END
แถมท้ายMolten lava cake หรือเค้กภูเขาไฟ เป็นขนมชนิดหนึ่ง นิยมทำลักษณะเป็นกรวยคล้ายภูเขาและด้านในมีไส้ช็อกโกแลต เวลาทานนิยมเจาะรูตรงกลางจนไส้เยิ้มออกมาคล้ายภูเขาไฟพ่นลาวาจึงเป็นที่มาของชื่อ
เจ้าเสี้ยว : ตอนแรกคิดว่าทำยากต้องเจาะรูที่ตัวเค้กก่อนแล้วสอดไส้แบบโดนัทอะไรแบบนั้น แต่เรนส่งวิธีทำมาให้ดู เพิ่งรู้ว่าคิดผิด เห็นวิธีทำง่ายมาก (แต่ทำจริงจะง่ายไหมอีกเรื่อง ฮา)
ถ้าหาปุ่ม Reply ไม่เจอ สามารถกดลิ้งก์นี้ >>>จิ้มตอบได้เลยค่ะ